Thursday, February 17, 2005

ThaiDonation.com Story

กระดานรวมความคิดเห็นคนตั้งใจจะเป็นคนดี Brainstorm Board
(ขอความกรุณาเขียนเป็นภาษาไทยนะครับ อันนี้ให้เป็นสมบัติของคนไทย)

idea ของอุ้ย.
Tutorial - เป็นแนวคิดการทำความดีแบบจ๊าบ สร้างรากฐานการทำความดีให้เจริญงอกงามต่อไปได้ ( 80-20 Rule แปลว่าทำแค่ 20 แต่ได้ผล 80)
Tell other people what you did - บอกคนอื่นว่าคุณทำอะไรดีๆ มา เอาแต่แนวคิดดีๆ ไม่ต้องเล่ายาวเป็น drama นะ
Comment other people - ช่วยกันปรับปรุงสิ่งดีๆ ที่คนอื่นทำให้มันสุดยอด
Good Recommendation (anything including entertainment) - อันนี้สำหรับชาวเรา เป็นอะไรที่ต้องการแนะนำทั่วๆ ไป เช่นร้านอาหารดีๆ
Personalization - ส่วนดีๆ ที่ทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่า Website ได้จัดสภาพแวดล้อมให้ตามความสนใจ และสามารถเก็บบันทึกสิ่งที่ตนเองได้ใส่ไว้ในระบบ พร้อมเพิ่มเติมแก้ไขได้ง่ายๆ
CRM - อันนี้ ก็ต้องช่วยกันคิดล่ะครับว่าเราจะมีวิธีการส่งเสริมภาพลักษณ์ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ Sponsor ของเรา รวมทั้งองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร ศตวรรษนี้เครือข่ายสำคัญสุดครับ
Feedback from target and victim - เสียงจากคนที่ได้รับความช่วยเหลือ และการร้องขอความช่วยเหลือ
Activity group - เป็นการสร้างกลุ่มของคนทำงานให้เข้มแข็ง งานนี้ไม่มีลุยเดี่ยว
Donation collection - ก็รวบรวม สะสมข้าวของเงินทองหรือการช่วยเหลืออื่นๆ แก่ผู้ด้อยโอกาส
Special Quotation & Donation - การซื้อสินค้าเพื่อการกุศล เราก็จะขออนุเคราะห์จากผู้ขายใจดี อิอิ
Activity - รายการกิจกรรมดีๆ ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ
News & Event - ข่าวสารดีๆ ที่มีไว้ให้พวกเราได้แจม หรือไม่ก็ของพวกเราเองนั่นแหละ
Vote for activity & recommendation - ให้กำลังใจคนดีๆ กิจกรรมดีๆ และ idea ดีๆๆๆ

เขียนต่อหน่อยนะ อยากให้พลังแห่งความดีเป็นเซลมะเร็ง
-----

3 Comments:

At 7:36 AM , Anonymous Anonymous said...

เป็นความคิดที่ดีค่ะ ขอเพิ่มเติม forum ที่ให้คนที่อยากดีกับทุกฝ่ายให้มากที่สุดแต่ยังอาจจะมีความคิดที่ลำเอียงหรือไม่ได้มองทุกมุม ได้ตั้งคำถามหรือปัญหาที่การแก้ปัญหาไม่สามารถตอบได้ชี้ชัดว่าจะทำอย่างไรดีที่จะให้ยุติธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย

 
At 11:18 AM , Blogger Charoen said...

เพราะกระแสวัฒนธรรมตะวันตกมาแรงมากเราไม่มีทางไปหยุดยั้งเรื่องของการเห็นแก่ตัวได้อยู่แล้ว มีอยู่ทางเดียวคือต้องอยู่บนยอดคลื่น ต้องอยู่เหนือมันอีกที
กลยุทธิ์ที่จะสกัดเรื่องพวกนี้ได้ก็คือต้องฉลาดกว่ามัน วิธีการที่ฉลาดกว่ามันก็คือใช้เทคโนโลยีที่มันทำขึ้นมานี่แหละ ในการที่จะขยายขอบเขต หรือความรู้สึกดีๆ
ให้ออกไปให้ได้ แล้วมันขัดแย้งในตัวเองอยู่นะ ยกตัวอย่างเช่น เจออะไรที่มันไม่ค่อยดีขึ้นในตอนเช้า คราวนี้ได้ผลกระทบอะไรซักอย่างนึง
ถ้าเราเป็นคนที่อยู่เหนือมัน เหนือความรู้สึกที่ไม่ดีตรงนั้น เช่น มีคนนึงเกลียดเรามาก ในขณะที่เราก้อโดน และเราก้อรู้สึกเจ็บปวดมาก แล้วถ้าเราอยู่เหนือมันเราจะรู้สึกว่าควบคุมมันได้
แต่ไม่ทุกครั้งที่เป็นอย่างงั้น หลายๆครั้งที่เราโดนและมันต่อต้านกันอยู่น่ะ ใจนึงก็อยากจะวิ่งไปชกในขณะที่อีกใจก้อค้านว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ กว่าเราจะสลายพลังของความชั่วร้ายหรือ
ความโกรธแค้นได้ บางทีทำไม่ได้ บางทีต้องให้ลืมไปเอง ดังนั้นที่พูดถึงทฤษฎีโดมิโนที่พูดถึงความชั่วร้ายหรือความรู้สึกที่ไม่ดีไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเราคนเดียว คนที่เราติดต่อด้วยก็จะได้รับผลกระทบนั้นๆด้วย

สิ่งที่อยากทำก็คือว่า สร้างพื้นฐานทางความคิด ให้สามารถรองรับเรื่องพวกนี้ได้ก่อน อันนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องของพระพุทธศาสนานะ แต่ว่าทฤษฏีของศาสนาหลายๆอย่างนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องนี้ได้ เช่นการรู้สึกถึงความคิดและอารมณ์ปัจจุบันของตัวเอง อะไรอย่างนี้
สิ่งที่อยากจะทำวันนี้ก็คือ สร้างพื้นฐาน สร้างรากฐานของสังคมตรงนี้ใหม่ ให้คนเค้าเข้าใจทฤษฏีก่อนที่จะapply เอาไปใช้กับตัวเอง ให้เค้าเข้าใจก่อนว่า โลกของเราประกอบไปด้วยหยินกับหยาง มีความดีและความชั่วอยู่
คุณจะ handle มันยังไง คราวนี้ถ้าเกิดมานั่งทำแบบนี้ทีละคนๆ ก็ไม่รู้จะ work ไหม เพราะวันนี้ที่พูดไปคุณเข้าใจสิ่งที่พี่พูด วันนึงคุณอาจจะโดนกระแสความชั่วร้ายของสังคม กลายเป็นคนเลวของสังคมก็ได้ คุณสามารถเป็น อนาคิน สกายวอร์เวอร์เกอร์ได้เลย รู้ป่ะ
ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งสอนคนๆเดียวหรือคนไม่กี่คน ให้รู้เรื่องนี้เพราะว่า ไม่มีการกระจายตัว เพราะต้องนึกถึงว่า นั่งปั้นนั่งดาบมือสุดยอดในขณะที่กองทัพโจโฉ ยกมาห้าหมื่นเนี้ย มันไม่ได้ อยู่แล้ว เข้าใจป่าว
ดังนั้นหลักการณ์ตอนนี้ก็คือ ทำไงให้เราก็เป็นโดมิโนเหมือนกัน ทำยังไงให้คนที่อยู่รอบๆตัวเราสามารถกระจายพลังนี้ต่อไปอีกได้ พี่ก็เลยสร้าง model ทางธุรกิจออกมา เป็น Model ธุรกิจของความดี ตั้งขึ้นมาใหม่เลยนะ อันนี้ต่างจากธุรกิจที่พี่ทำอย่างสิ้นเชิง
แต่พี่สร้างmodel ทางธุรกิจออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการ .......

ดังนั้นก็เลยต้องหา โมเดล ที่จะเข้ามาตอบสนองความต้องการหลายๆอย่าง อย่างที่เรารู้ๆกันว่า เงินคือพื้นฐานของสังคม เพราะเราจะขอความร่วมมือจากใครอ่ะ เราไม่มีใคร เราจะขยายผล หรือจะทำทฤษฏีโดมิโนก้อต้องใช้เงินต่อเงินอยู่แล้ว คุณต้องสร้างผลประโยชน์ให้ใครบางคน
เพื่อให้คนบางคนสร้างผลประโยชน์ต่อให้คุณ ดังนั้นเปลี่ยนแนว เราหาสินค้าอะไรซักอย่างที่ขายได้ ได้เงินเยอะดีกว่า วิธีการก็ง่ายมาก ง่ายอย่างคิดไม่ถึง ตอนที่คิดวิธีการนี้ได้พี่อยู่ที่ BigC พี่พบว่า ของที่อยู่ใน BigC ของทั่วๆไป ขายไปราคาถูก ของที่ตองสนองความต้องการทั่วไปหรือ หรือปัจจัย 4 ถูกสุด
ของที่ตอบสนองพวกความงาม พวกสังคมจะแพงขึ้นมาหน่อย และของที่ตอบสนองด้านพลังอำนาจการเงินจะรุนแรงขึ้นไปอีก แต่จะมีอยู่สิ่งหนึ่งซึ่งแพงมากแม้แต่เงินก็จะซื้อไม่ได้นั่นก็คือ ความรัก แต่นั่นยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย คำตอบสุดท้ายก็คือ self esteem ที่จะบอกว่าคุณบรรลุถึงจุดที่คุณรู้สึก ถึงแม้ว่าตอนไอสไตน์สัมผัสถึงทฤษฏีสัมพันธ์ภาพก็ได้สิ่งนี้ คนที่เข้าไปถึง self esteem ตรงนี้เนี้ยคือสุดยอดแล้ว ไม่ต้องการอะไรแล้ว ลงมาจากนั้นนิดนึงคือเรื่องของความรัก พอมาถึงระดับนี้จะไม่สามารถแลกมาด้วยเงินแล้วก็เลยต้องเปลี่ยนสินค้า จะเป็นชิ้นๆ มาเป็นลักษณะของผลของความดีที่ได้มาเอามาขาย ยกตัวอย่าง สมมุติว่าคุณเป็นไฮโซคนนึง มีทุกสิ่งครบแล้ว ลูกสาวกำลังจะแต่งงาน มีเงินมากมาย ตอนนี้คุณกำลังมองหาอะไรซักอย่างที่กำลังรองrun Inlife ที่ให้ความสนุกกับมันได้เรื่อยๆ เพราะอายุของคุณก็มากในระดับนึงแล้ว คงไม่มีความสุขกับการไปตีเทนนิส แต่กำลังรู้สึกว่าชีวิตกำลังอยากมีความหมายอะไรบางอย่าง ก็อยากที่จะให้สังคม คนอื่น หรือแม้แต่ตัวเอง ได้ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไป และนี่คือคำตอบหรือที่มาของกลุ่มที่เราตั้งชื่อว่า Thaidonation.com
ที่จริงความคิดนี้ต้องขอบคุณทาง IBM เพราะว่า ตอนที่เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมใน thaitsunami.com เมื่อตอนปีใหม่ ตอนที่เกิดเหตุ tsunami ขึ้นนั้น พี่ก็ได้เข้าไปช่วยทางผู้ประสบภัยต่างๆ และพี่ก็มองเห็น ผู้ประสบภัยในตอนนั้น ที่น่าสงสารที่สุดไม่ใช่คนตาย แต่เป็นคนที่ยังอยู่ แล้วก็เป็นคนที่ Weak มากๆอย่างเช่น สูญเสีย สามี-ภรรยา หรือทั้งพ่อทั้งแม่ และทำอะไรไม่ได้แล้ว ต้องอยู่กับญาติหรือใครที่ไม่รู้จัก ซึ่งคุณลองนึกดูนะครับว่าวันนั้นอายุเค้าแค่ 6 – 7 ขวบ จะต้องมีอายุเท่าไหร่กับความทรมานนั้นๆ มันไม่ใช่แค่เงิน 120 ล้าน หรือเงิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะมาบริจาคให้ แต่มันไม่ใช่
มันเป็น Foundation มันเป็น Competitiveness หรือความสามารถในการแข่งขันที่จะต้องสร้างให้เด็กคนนี้มีความได้เปรียบกว่าเด็กคนอื่นในกรุงเทพ ให้ได้ เพราะไม่งั้นเด็กคนนี้จะอยู่ต่อไปอย่างไร ถามว่ามีใครคิดแบบนี้บ้าง
พี่อยากได้ อยากได้มากๆคือคนที่ เอามาให้พี่ upgrade อย่างปกติตอนนี้เวลาที่พี่ไปตามมหาวิทยาลัย พี่ต้องเข้าไป upgrade เค้าเยอะมาก เพราะบางคนเค้าไม่มีโอกาส แม้กระทั่งคนที่ได้ Java Certified อันดับ 1 เค้าบอกว่าเค้าจะเรียนต่อในประเทศ พี่บอกว่า เพี้ยนหรือป่าว ถ้าเรียนบริหารธุรกิจในประเทศก็ว่าไปอย่าง แต่นี่วิศวคอมฯ ต้องการชั้นสูง ต้องการชั้นนำทางเทคโนโลยี ทำไมไม่ไปอยู่ที่โตเกียว หรือที่ Berkly เค้ามองไม่เห็นเลยอ่ะ เค้านึกไม่ออกเลยว่าหนทางเดินต่อไำปในอนาคตจะเป็นเช่นไร อย่างที่คุยกันว่า ถ้าไม่มี model ทางธุรกิจมาจับ เพื่อให้เงินต่อเงิน และเพื่อให้สร้างคนจำนวนมากขึ้นมาให้ได้ ซึ่งต่อให้นักศึกษาทั่วประเทศหรือทั่วโลกก็ไม่มีประโยชน์อะไร มีพลังอยู่เท่านี้ เิงินอยู่ตรงไหน พี่ทำธุรกิจมา พี่รู้เลยว่า ไม่มีทางที่เค้าอยู่ดีๆจะมาให้เงินคุณ Panasonic บอกว่าจะมาเป็น Spencer ให้คุณ มันเรื่องอะไร ไม่สนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณมีโครงการไปขาย อย่างเช่น คุณมี Software ด้าน Bioinformatics ที่ดี บริษัทต่างๆก็พร้อมจะจ่ายให้ ทีนี้ก็เลยเป็นอย่างนี้ว่า พี่คุยโครงการนี้กับคนมาประมาณเดือนนึงแล้ว ที่จริงพี่ก็ไม่ได้มีเวลาไปนั่งทำโครงการนี้มากนัก ซึ่งพี่เองก็เสียใจเหมือนกัน เพราะที่จริงโครงการลักษณะนี้เป็นแบบ Life Time Project ก็คือเราสนุกไปกับมันเรื่อยๆ ในขณะที่พี่ไม่มีเวลา ในขณะที่พี่รู้ว่า พี่ไม่มีวันทำโครงการนี้สำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียว เพราะโครงการนี้ ถึงแม้ว่า Business Model จะดีขนาดไหนก็ต้องการแรงขับเคลื่อนในเบื้องต้นที่ค่อนข้างจะมีพลังพอสมควร พี่ยังคิดไว้เลยว่า ถ้าพี่ไม่มีสมาชิกที่มีพลังครบ 20 คน พี่จะยังไม่ทำอะไรทั้งนั้น เพราะทำไปก็ไม่มีประโยชน์ ทำไปก็เหมือนคุณเอาบุหรี่ไปจุดกองไฟ
พี่อยากได้คน 2 ประเภท คนที่มีความคิด และคนที่มีเงิน คนอื่นพี่ยังไม่อยากได้ คนที่มีความคิด ก็ต้องมีเวลาด้วย คราวนี้พี่ก็ได้มาหลากหลายพอสมควรในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีตั้งแต่คุณป้า แม้แต่เพื่อนที่เป็นวิศวะด้วยกัน คนที่เป็นเด็ก MBA เนื่องจากพวกเราอยู่ในแวดวงของคนอายุ 20 กว่า range มันแคบ อยู่ในช่วงของคนที่ยังไม่ค่อยมีรายได้ เลยยังไม่อยากได้ แต่ก็ไม่ถึงกับไม่อยากได้เลยนะ พี่อยากไป fulfill ในช่วงของคนอายุ 30 – 40 มากกว่า ที่เป็นระดับ Middle Level Management ขึ้นไป และเค้าก็สามารถที่จะไปสร้าง connection ต่อให้เราได้ด้วย และเราก็สามารถดึงให้เค้าเข้ามาแจมใน community ของเราได้
ไม่ใช่ Community แบบเด็กน่ะ Community แบบเด็กไม่เคยสร้างเงินเลยซักครั้งเดียว ไม่ต้องยกตัวอย่างไกล อย่าง วรฉัตร คนที่ทำpantip.com ขึ้นมาก็ไม่ได้เงิน เค้าทำ Community ที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ หรืออาจจะเป็นระดับโลกก็ได้นะ ซึ่งใหญ่มากๆ ถ้าติด truehits สนุกชิดซ้ายไปได้เลย มันเลยไม่มีเงินอยู่ตรงนั้น พี่เลยอยากได้ community ที่เป็นผู้ใหญ่หน่อย ที่เป็นคนที่สนับสนุนสังคมได้ ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมที่อยากจะเห็นก็คือกิจกรรมในรูปแบบใหม่ ที่เน้นการสร้างพื้นฐานของความดีขึ้นมา ไม่ใช่เอาเงิน เอาข้าวสาร หรือเอาเสื้อผ้าไปแจก มันสร้างความสามารถในการแข่งขันให้เค้าหรือเปล่า พี่อยากได้คนแบบนี้ พี่อยากได้คนแบบน้อง pop อารียา ที่บอกว่า อยู่ดีๆ ไม่มีอะไรทำ ก็พาเด็กดอยไปเที่ยวทะเล แล้วก้อทำเป็นหนังสือได้เป็นเรื่องเป็นราว บางคนก็ชอบที่ความคิดแบบนี้มันแปลกดีนะ อย่างน้อยตรงนั้นเป็นพื้นฐานของการสร้างความคิดดีๆว่า คนที่ดี หรือเด็กที่ดี ก็ได้รับการส่งเสริม หรือว่าโลกนี้ยังมีอะไรอีกเยอะนะ หรืออะไรซักอย่าง ที่สร้างพื้นฐานแบบนี้ออกมาแล้วมันต่อยอดได้แล้วว่า ในอนาคตเนี่ย คนทั่วๆไปเมื่อเข้ามาเห็นกิจกรรมดีๆแบบนี้ที่แตกต่างอยู่บนเวบ ก็อยากจะเข้ามาสนับสนุน และถ้าคนที่ทำความดีในลักษณะที่แตกต่างแบบนี้ไม่ได้ทำแค่กลุ่มเดียว ไม่ได้ทำเป็นกลุ่มเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่ค่อยมี Impact พอได้รับการสนับสนุนเนี่ย
ความดีนี่มันก็แปลก มันสามารถ copy ตัวมันเองออกไปได้กระจาย คนก็อยากจะทำแบบนี้ ถ้าได้ดีก็อยากจะทำแบบนั้น ถ้าได้ดีก็อยากจะต่อยอดขึ้นไปอีก ทำให้มันดีขึ้น อย่างตอนนี้ความคิดของพี่เข้าไปอยู่ในหัวคุณแล้ว เป็นการ Transfer Knowledge อย่างรวดเร็วและใช้เวลาน้อยมาก เอาความคิดนี้เข้าไปแล้วทำให้ตกผลึกก่อนแล้ว save state ตรงนี้ไว้ก่อนนะ พี่มีอีกเรื่องนึงที่สื่อสารให้คุณได้ฟัง
สิ่งที่มันสุดยอดของ business model ลักษณะนี้เนี้ยขอให้ดูตลาดหุ้นเป็นตัวอย่าง เวลาคุณลงทุนในหุ้นคุณจะลงทุนในหุ้นกี่ตัว ถ้าคุณลงทุนในหุ้น 1 ตัวถึงจะเป็น หุ้นของชินวัตรก็ตาม คุณมีความเสี่ยง ถ้าหุ้นตัวนั้นตก หรือชินวัตรเกิดไม่สนใจ คุณจะขาดทุนเลยนะ วิธีการลงทุนของคุณก็เลยบอกว่า อยากจะลงทุนในหุ้นหลายๆตัว เพื่อกระจายความเสี่ยง บังเอิญคุณเชื่อว่าคุณมีฝีมือ คุณก็ไปเลือกแต่หุ้นที่ดีๆ ถ้าหยิบหุ้นดีถูก 3 ใน 4 ตัว คุณได้กำไร ถ้าหยิบหุ้นดีถูก 2 ใน 4 ตัว คุณได้เท่าทุน แต่ถ้าคุณได้น้อยกว่านั้น คุณขาดทุน
เชื่อหรือไม่ว่าคนที่เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินของทักษิณที่เขียนหนังสือ พ่อรวยสอนลูกให้รวย ขนาดเก่งขนาดนั้น ยังไม่ลงทุนเองเลย เพราะอะไร เพราะตัวเองไม่มีเวลาไปติดต่อ ติดตาม คุยกับคนโน้นคนนี้เพื่อจะหาข้อมูลเชิงลึกของหุ้นแต่ละตัว แล้วทำอย่างไร เค้ามีเงินเก็บ เค้าก็บอกให้ลูกเค้าเอาเงินไปฝากกองทุน เพราะกองทุนเป็นตัวกระจายความเสี่ยงที่ดี และกองทุนเต็มไปด้วยมือชั้นเซียนที่จะมาช่วยคุณ model ทางด้านธุรกิจถ้าคุณมีเงินเหลือจริงๆพี่ก็แนะนำให้คุณไปซื้อตราสารหนี้ ที่จริงแล้ว ธุรกิจแบบนี้ดีจริงหรือ คุณนึกออกไหม พี่ทำโครงการมาหลายโครงการ พวกราชการ หรือช่วยพวกบริษัทมหาชนปั่นหุ้นพี่ก็เคยผ่านมาแล้ว ดังนั้นพี่รู้ว่าถ้าไม่ได้เป็นคนในจริงๆหรือไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่มีทางจะรู้หรอกว่าหุ้นนี้จะอยู่หรือจะไปในอีก 4-5 ปีข้างหน้า คุณคิดว่ากองทุนจะรู้ไหม ไม่รู้หรอก ดังนั้นลงทุนในกองทุนก็มีความเสี่ยงเหมือนกันนะ ดังนั้นกองทุนถ้าจะมีกำไรก็มีไม่มาก โดนกระแสปั่นหุ้นซึ่งไม่มีใครบอก Business model แบบนี้เลยไม่ work ไม่เคยให้ผลตอบแทนในลักษณะ เขย่งก้าวกระโดดแบบนี้เลย คุณไม่สามารถที่จะทำแบบ วันนี้มีเงิน 100 บาท พรุ่งนี้ อยากจะมี 150 มะรืนอยากจะมี 200 อีกวันอยากจะมีเงิน 400 ตอนนี้ทุกวันนี้ถึงต้องมาดิ้นรนทำธุรกิจกันเองอยู่นี่ไง ซึ่งไม่ใช่คำตอบ OK Business Model นั้นเราผ่านไป แต่คุณรู้ปัญหา Business Model นี้แล้วนะ เพราะ Business Modelแบบนี้ ปัญหาคือ การปกปิดข้อมูล ถ้าคุณรู้ข้อมูลที่แท้จริง ก็สามารถที่จะเลือกเข้าไปลงทุนกับบริษัทที่ฉลาดกว่าได้
ย้อนกลับมา Business Model ของ thaidonation.com พิเศษที่เปิดเผยข้อมูล ทำไม? เราต้องการให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนกับสิ่งที่ถูกเปิดเผย ยอมรับโดยสังคมแล้วว่ามันดี เค้าไม่ต้องคิดเองเลยนะ จะมีคน จะมีนักวิจารณ์ จากคนที่เป็นสมาชิกเข้ามาคอยบอกว่า แนวความคิดหรือ กิจกรรมแบบนี้ ดีเพราะอะไรยังไง หรือควรจะทำให้มันดีขึ้นได้อย่างไร นักลงทุนสามารถเข้ามาเลือกลงทุนในแต่ละตัวได้ว่า อยากลงทุนในกิจกรรมแบบใด ระยะเวลาลงทุน หรือเวลาเข้าไป invest แม้แต่คนที่เข้าไป comment หรือให้ idea เพิ่มเติม ทุกอย่างเก็บเป็น Profile ของเค้าทั้งหมด แต่ต้องให้ credit เค้านะ แล้วคนพวกนี้จะทำอะไรอีกอ่ะ ทั้งวันก็จะเข้ามาดู website ของเรา เข้ามา jam เข้ามา entertain สนุกกับการให้ความช่วยเหลือ หรือ สนุกกับกิจกรรมที่จะช่วยสังคมต่อไป แล้วมันสร้าง Long Run Energy ที่จะ Support ทำให้เกิดความต่อเนื่องขึ้นไปได้ อันนี้ลดช่องว่าง กำจัดจุดอ่อนของแบบเมื่อกี้ไปแล้ว เพราะนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนไม่มีความเสี่ยง เข้ามาลงทุนบนพื้นฐานของสิ่งที่ prove แล้ว สิ่งที่รู้ข้อมูลแน่ๆ ลงทุนไป 100 ต้องได้รับผลตอบแทนอย่างน้อย 100 แน่นอน เพราะเค้ารู้แล้วว่าเค้าลงทุนแล้วเค้าจะได้อะไร โดยเราจะเน้นการลงทุนเป็นเงิน แต่พี่ไม่ได้งกนะ พี่บอกแล้วว่าที่ทำเรื่องนี้มาไม่ได้ต้องการเงินแม้แต่บาทเดียว อยากสร้างสิ่งที่มันดีๆ ให้สังคม คุณลองเดินออกไปจะเจอควันจากท่อไอเสียรถแล้ว คนขับรถเมลล์ไม่สนใจหรอกมั๊ง เจ้าของรถเมลล์ก็คงไม่สนใจเหมือนกัน และไม่ใช่แค่นั้นนะ เงินทุกบาททุกสตางส์ที่ไหลเข้ามาในระบบของเราจะถูกบันทึกไว้ จะถูกทำ Financial Management อย่างดี ทุกคนจะเห็นว่าเงินไปอยู่ที่ไหนยังไงบ้าง staff ที่ทำหน้าที่บริหารโครงการ เอาเงินไปอะไร ตรงไหนบ้าง เด็กคนนั้นได้ไปกี่บาท สร้างพื้นฐานความดี สร้างความสามารถในการแข่งขัน ทำอะไรให้เค้าได้แค่ไหน มองเห็นแล้วมีตัวชี้วัดออกมาได้ ทุกอย่างพิสูจน์ได้ว่าควรจะมาลงเพิ่ม คนอื่นมาลงเพิ่ม ผลตอบแทนที่จะได้คือ.. วันที่หนังสือพิมพ์ tv หรือ สื่อไปประโคมข่าว ว่า คนๆนี้เป็นคนที่สร้างพื้นฐานตรงนั้นให้สังคมนะ โดยที่มีกลุ่มผู้สนับสนุนคือกลุ่มพวกนี้ คนนี้ได้ให้ความช่วยเหลือหมู่บ้านที่ภัย tsunami และสามารถทำให้หมู่บ้านนี้ผลิตสินค้า OTOP เข้ามาขายได้แล้ว คนที่เห็นว่า ภาพของเด็กเล็กๆ และการที่โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป 3 – 5 ปีแล้วนี่ เป็นอย่างไร ภาพเลยออกมาเป็นแบบนั้น แต่ว่าคุณคงเห็นความยากลำบาก ของการทำ แต่ละขั้นที่เดินไปไม่ได้ง่ายเลย ซึ่งกลุ่มบุคคลที่เราอยากจะเน้นคือกลุ่ม top 5 หรือ top 10 แต่กลุ่มบุคคลที่สร้างกิจกรรมขึ้นมาใหม่ๆคือกลุ่มพวกเรานะ ซึ่งในส่วนของนักศึกษา ในช่วงของนักศึกษา เราทำเอง จะสนุก แต่พอออกจากการเป็นนักศึกษาแล้ว ก็เริ่มที่จะไม่สนุก +ไม่มีเวลา แต่คุณก็สามารถมีเงิน มีความคิดดีๆ ที่น่าสนับสนุนให้โครงการ ให้นักศึกษารุ่นต่อไปได้ทำตาม ก็จะเป็นการคิดต่อยอด ซึ่งก็จะจดไว้ว่าทำความดีไว้เท่านี้ impact มีเท่านี้
วิธีการเริ่มงานเพื่อให้มันง่าย อยากได้ Community ก่อน พอเราสร้าง Community ได้ จะเริ่มมีความคึกคัก ก็จะเริ่มสื่อไปยังบุคคลที่อยู่ระดับเหนือเราได้ 30 – 40 ได้เข้ามาเห็นความสำคัญที่เราได้สร้างรากฐานตรงนี้ อย่าทำอะไรที่คนอื่นทำไปแล้ว อย่าทำอะไรที่ไม่มี impact อย่าทำอะไรที่รู้สึกว่าเอาหน้า เราต้องการสร้างรากฐานจริงๆ แล้วเดี๋ยวพี่จะมีกลยุทธ์ในการ present ออกมาให้คนทั่วไปเห็นได้ว่า โครงสร้างทางสังคมที่ดีต้องทำแบบนี้ก่อน
คราวนี้โจทย์วันนี้ก็เลยฝากให้คุณไปคิดต่อ ว่ากลุ่มคนหรือพรรคพวกที่คุณมีอยู่ ทำอะไรได้บ้าง พี่มี hosting ดีๆให้นายมาใช้ได้ชื่อ thaidonation.com มีงบประมาณส่วนหนึ่งที่จะให้สร้าง community สร้าง blog ทีนี้สิ่งที่อยากเห็นคือความคึกคัก อยากได้คนซัก 100 -200 คนในเบื้องต้น แต่ขอเป็นคนทำงานจริงๆนะ อย่างวันนึงเข้ามาครั้งนึง feel mี่เข้ามาให้เป็นแบบ entertainment ความสุข รอยยิ้ม สร้างสรรค์ สนุก
ฝากคุณไปวางแผนเรื่องนี้กับรุ่นน้องว่า เราจะมี step การทำงานเพื่อสร้าง community อย่างไร แล้วพี่จะบอก เคล็ดลับการทำการตลาดให้ แล้วมือดีทางการตลาดก็จะเข้ามาช่วย

 
At 2:33 AM , Anonymous รับแปลเอกสาร said...

ดีครับ ทำเลยครับ

 

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

<< Home