Thursday, February 22, 2007

การถ่ายทอดความรู้สู่คนอื่น

1. เริ่มจากคุณได้ความรู้จากภายนอก
2. คุณสร้างวิธีการตีความของคุณเอง หาวิธีการเก็บและเรียกคืนความรู้เอง
3. นานไปคุณก็ลืม หรือใช้ความพยายามมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป
4. คุณเป็นผู้รู้มากที่สุด แต่กลับนำมาใช้ได้น้อยลงเรื่อยๆ
5. คุณตายไปพร้อมกับมัน

เมื่อคุณเสียดาย คุณอยากถ่ายทอดให้ผู้อื่น เพราะบางครั้งเราอาจจะอยากถ่ายทอดความรู้มากกว่าให้มรดกด้านทรัพยสิน

ความยากอยู่ที่ผู้รับ
การเข้าใจผู้อื่น ช่วยกำหนดขอบเขตความรู้ที่ผู้รับสามารถรับได้ นอกเหนือจากวิธีการสื่อสารไปยังแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน

ถ้าคุณต้องการสื่อสารระยะยาวกับใคร คุณอาจต้องไปลงโปรแกรมการถอดรหัสที่ฝั่่งรับ หรือต้องไปตกลงกันก่อนว่าเป้าหมายที่ต้องการสื่อสารคืออะไร มีวิธีอย่างไร ยิ่งถ้าเป็นเรื่องซับซ้อน หรือเรื่องที่ต้องการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของผู้รับ ยิ่งต้องเข้าใจสภาพจิตใจและประสบการณ์ รวมถึงความเชื่อมั่นในตนเอง และสิ่งที่เขาต้องการฟัง

จะเห็นว่าไม่่ง่ายเลย คนส่วนใหญ่จึงตายไปพร้อมกับมัน เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะนำความรู้จาก Brain Cells ของมนุษยชาติ มาต่อยอดไปยังรุ่นต่อๆ ไปได้มากกว่า 10%

มาช่วยกันคิดหน่อยครับ

จุดหมายของชีวิต Life Target

เมื่อเราเจอคนฉลาดๆ เราก็อยากจะเรียนรู้จากเขา หรือเอาวิธีเรียนรู้ แต่บางครั้งมีเวลาจำกัด ก็อยากจะลองโยนโจทย์ยากๆ ที่เรายังไม่มีคำตอบที่ดีให้เขาลองตอบ ที่ผ่านมาผมโยนโจทย์นี้ให้หลายคน ส่วนใหญ่คำตอบน่าผิดหวัง หลายคนเดินวนอยู่ที่เดิมใช้ชีวิตให้เข้ากับกรอบของสังคมโดยให้เกิดความสมานฉันท์ และตนเองมีความสุข(คิดว่าตนเองถึงจุดหมายของชีวิตแล้ว) บางคนอยากมีชีวิตอิสระ แยกตัวออกจากสังคม มีความสุขในรูปแบบที่ตนเองควบคุมได้ทั้งหมด ทุกคนล้วนคิดว่าจุดหมายของตนเองดีที่สุดสำหรับตนเอง และยังไม่คิดจะเปลี่ยน หรือสอบถามจากคนอื่น

-------------

ผมคิดว่าเราอยู่ในสังคม เรามีความสุขเวลาที่สังคมดีขึ้น ผู้คนมีรอยยิ้ม และทำอะไรดีๆ เพื่อคนอื่น
ความสุขของผม เป็นของผมเอง สร้างขึ้นด้วยตนเอง ตีความเรื่องความสุขจากพื้นฐานของสังคม นอนใต้ตนไม้ ริมลำธารใส มีความสุข
ด้วยความเข้าใจผ่านมาสิบกว่าปี อาจจะเกือบยี่สิบปี รู้สึกอยากวางเป้าหมายไปยังการเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดที่ได้ใช้ความสามารถสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างความสุขของตนเอง โดยเน้นในเรื่องการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

เกิดมาอยากเป็นหมอ เลือกเรียนคอมฯ เพราะอยากให้มีประโยชน์ทางการแพทย์ คือการทำให้ชีวิตมนุษย์ลดความทรมาน และมีความสุขมากขึ้น อย่างชัดเจน

ผมว่าเป้าหมายของผมน่าจะเป็นเป้าหมายของคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่ขณะนี้ คิดว่าไม่เป็นเช่นนั้น
ผมคิดว่าคนที่มีเป้าหมายร่วมกัน สามารถร่วมมือกันสร้างเป้าหมายให้ยิ่งใหญ่ สมกับที่ีเป็นคุณ ทำไมไม่เป็นคนอื่น

เมื่อมีใครถามคุณว่าเกิดมาทำไม ผมคิดว่า อย่างน้อยคุณมีคำตอบหนึ่งที่ได้ไตร่ตรองแล้ว ว่าเหมาะสมกับสังคมมนุษยชาติในขณะนี้

นี่เป็นเหตุผลของการสร้าง blog นี้?

Wednesday, February 21, 2007

Scuba Dive @ Sak Island

Dive 1: Location: Sak Island, Pattaya - Dept 3.6m - Duration 45 Min. Water: Clear, 22C Wind: Low Sun: Strong Light 33C
- Scuba Suite Composition
- Buddy Check
- Giant Strike
- Start Slowly and Clear Pressure a little bit
- Test Clear Regulator
- Test Recover Regulator
- Test Clear Mask (water got into eyes and hurt a bit)
- Test Fin Pivot
- Test Hovering (Leveling)
- Test Zezar

Dive 2: Location: Sak Island, Pattaya - Dept 4.6m - Duration 50 Min. Water: Clear, 21C Wind: Low Sun: Strong Light 33C
- Test Alternative Air-Source from Buddy
- Goto coral at the head of island
- Meet Couple Yellow Gobi fishes from a little hole with a small sand fish
- Dive Master (P'Jack) showed the sea bomb doesn't hurt on their bottom needles, but I don't understand, i thought all needles are not so sharp.
(He put seabomb on his hand, and it tried to go away)
- Meet several Yellow Gobi from little holes
- Coral is not good, a lot of seabomb, and broken coral
- Still we meet the couple of angle fishes with long mouth.
- Meet a sea rope with ugly hairy mouth
- Meet Sea Fan, quite completed ones
- Meet a balloon fish, the huge one in his cave
- Meet a Gobi fish, pulling from a small red-strip shrimp, very cute.
- Meet a black Gobi
- Finally I floated to the top uncontrollably, so all members went up.

Wednesday, February 14, 2007

จิตใต้สำนึก

เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายว่าจิตแบ่งเป็นจิตเหนือสำนึกกับใต้สำนึก

จิตเหนือสำนึกควบคุมจิตใต้สำนึกในภาวะปกติ ส่วนตอนหลับลึก หรือทำสมาธิ หรือตอนใช้พลังจิตจะดึงเอาจิตใต้สำนึกออกมาใช้มากหน่อย โดยเฉพาะเมื่อจิตเหนือสำนึกไม่ทำงาน

ผมฝันหลายครั้ง เกิด creative idea ดีๆ มากมาย ใช้เวลาคิดน้อยมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะคิดได้ บางทีก็นั่ง surprise ตัวเองอยู่นาน แต่ก็ต้องยอมรับ เรื่องราวของความรู้สึก จินตนาการ รวมถีงความคิดอิสระแบบเด็กๆ อยู่ที่นี่ มากมาย ในขณะที่ Logic หรือการคิดแบบยึดติดไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ผมคิดเกี่ยวกับประเด็นทางธุรกิจในความฝัน ก็ไม่มีคำตอบเพราะใช้ Logic ดูว่าการทำแบบนี้ผิดกม. หรือข้อบังคับอะไรรึเปล่า ในความฝันคิดไม่ออกเลย คิดแต่ idea ที่ไม่ makesense ออกไปทางโง่ๆ ด้วย แต่เวลาคิดเกี่ยวกับ Art, design หรือ business idea ใหม่ๆ ตอนนอนนี่แหละ

* ผมคิดว่าจิตใต้สำนึกมีไว้คอยช่วยกันทำงานร่วมกับจิตเหนือสำนึก โดยธรรมชาติจะให้จิตทั้งสองได้พักผ่อนตอนนอน แต่บางครั้งจิตใต้สำนึกซึ่งอิสระมากกว่า เร็วก่า ก็ถูกปลดปล่อย ด้วย mechanism บางอย่าง ให้ทำงานได้ควบคุมร่างกายได้ เหมือนเรากำลังตื่นอยู่ ละเมอก็คงคล้ายๆ กัน จะเห็นว่าไม่มีใครละเมอแบบฉลาดๆ

สงสัยปกติเราใช้จิตใต้สำนึกกันน้อย ตอนนอนจึงได้ฝึกให้ใช้บ้าง หรือไม่ก็เพราะไม่ค่อยได้ใช้ ก็เลยออกแบบให้ถูกใช้ตอนนอน ไม่ต้องพักเหมือนจิตเหนือสำนึกที่เก็บความเครียด (อ.สอนพลังจิตบอกว่าจิตใต้สำนึกเก็บแผลในใจ รวมถึงความประทับใจตั้งแต่อดีดกาลไว้)

ฝากช่วยคิดต่อหน่อยครับ

Sunday, February 11, 2007

Mechanism to change love to hate

คน​ ​อากาศ​ ​ต้นไม้​ ​สัตว์​ ​อุปกรณ์อิ​เล็ก​ทรอนิกส์​ ​เฟอร์นิ​เจอร์​ ​อาหาร​ ​และ​สิ่งต่างๆ​ ​ใน​สังคม​ ​เป็น​ตัวกลาง​ใน​การรับ​และ​ส่งผ่านพลังงานตาม​ "Flow of Energy" ​หัวข้อก่อนหน้านี้ที่อธิบายภาพรวม​ ​วันนี้​เรา​จะ​มา​เจาะลึกกระบวนการว่าหลัง​จาก​คนรับพลังงาน​ทั้ง​รัก​และ​เกลียด​แล้ว​เป็น​อย่างไรต่อไป​

​สมมติคุณเดินผ่านทะ​เลสาปสวยงาม​ ​กระบวนการทางเคมี​ใน​สมองเปลี่ยนแปลง​ ​ความ​รู้สึกเปลี่ยนแปลง​ ​ความ​เครียดลดลง​ ​พลังงาน​ความ​รัก​ได้​ถูกกระตุ้นขึ้นมา​ ​คนพร้อมที่​จะ​ส่งต่อ​ให้​คน​อื่น​ ​ใน​ทางกลับ​กัน​ ​หากมีคนมาว่าคุณ​ใน​สิ่งที่คุณ​ไม่​ได้​ทำ​ ​พลังงาน​ความ​เกลียดชัง​ได้​ถูกสร้างขึ้นมา​

​ล่าสุดก็​โดนว่ามา​เหมือน​กัน​ ​พลังงานเกลียดสะสมมากมาย​ ​เมื่อ​ไม่​ได้​ฝึกมา​ให้​สลายพลังงานเหล่านี้​ ​เรา​จะ​หาทางระบายออกแน่นอน​ ​โดย​ภาพรวม​แล้ว​จะ​เกิดสิ่ง​ไม่​ดีต่างๆ​ ​ตามมามากมาย​

​หลายคนบอก​ให้​คุณมองโลก​ใน​แง่ดี​ ​แปลว่า​ให้​คุณปรับ​ sensor ​ใหม่​ ​ให้​พลังงานเกลียดชังที่​ไม่​รุนแรงนัก​เป็น​พลังแห่ง​ความ​รัก​ ​คุณก็​จะ​ไม่​ค่อย​ได้​สะสมพลังงานลักษณะนี้​

​วันนี้คิด​ไม่​ออกแฮะ​ ​วิ​เคราะห์​ไม่​ค่อย​ได้​เลย​ ​ไว้​ค่อยมา​เขียน​ใหม่นะครับ

สืบเนื่องจากเมื่อวานซืน มีพลังงานความเกลียดถูกสร้างขึ้นมาในสมองมากมาย Block ความคิดอิสระ
ดีเลย ผมจะเอามันมาเล่าให้ฟัง

เวลาที่คุณคิดไม่ออก หรือแก้ปัญหาไม่ได้ดั่งใจ เหมือน Marat Safin เวลาตีไม่ได้ จากที่เคยทำได้
ผมพอเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ แต่ถ้าคุณเข้าใจเรื่องนี้ล่ะก็ อาจจะไม่ต้องอารมณ์เสียขนาดนั้น

1. เมื่อคุณรับพลังงานกระตุ้น ไมว่าจะเป็นเกลียดหรือรัก ส่วนใหญ่จะเป็นเกลียด คุณจะตีความมันด้วยสมองและสิ่งแวดล้อมของสมอง การตีความนี้เป็นที่แรกที่ผมแนะนำให้คุณเข้ามาปรับเปลี่ยนมันให้เหมาะสมกับสิ่งที่คุณจะคิด

* เวลาสามีเครียดกลับบ้าน ถึงภรรยาจะให้ความรัก อาจจะถูกเปลี่ยนให้เป็นความเกลียด การดูถูก และอื่นๆ โดย มีวิธีการปรับเล็กน้อย ก่อนเข้าบ้าน ลอง reset ดู มันไม่หายหมดหรอก แต่คุณไม่มีทางลืมอยู่แล้ว ลองแกล้งหัดลืมบ้าง ปกติเราจะหัดแต่จำ ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานมองโลกในแง่ดีก่อน ในสมัยก่อนเราคงมีประสบการณ์ที่ดีบนโลกนี้ฝังพฤติกรรมนี้ลง Gene

2. คุณปรับไม่สำเร็จ คุณได้สื่อพลังเกลียดออกไปแล้ว ทำให้สิ่งแวดล้อมที่ดูแย่ แย่ขึ้นไปอีก แต่คุณประเมินได้ว่ามันแย่ลง ที่ผมอยากจะแนะนำต่อไปคือลองลด Ego ตัวเอง ลดคุณค่าตัวเองลงไปมากๆ เฉพาะเวลานั้น อย่าไปยึดติดว่าคือคุณ หรือใคร คุณมีหน้าที่เพียงทำให้อะไรๆ มันดีขึ้นเท่านั้น ก่อนมันจะแก้ไขไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องมองในแง่ดีว่าคนรอบข้างที่คุณเลือกคบด้วย หรือไปอยู่ด้วย น่าจะมีอะไรดีๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหาก่อน อย่าคิดว่าเขาจะมาสร้างปัญหาก่อน การสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการอยู่แล้ว

3. หากทุกอย่างดูเลวร้ายมาก และมันสายเกินไปแล้วในการที่คุณจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้น ขอให้คุณหยุด และออกไปจากสิ่งแวดล้อมนั้นซะ แล้วอย่าคิดว่าตัวเองถูก เพราะคุณเพิ่งจะไปทำให้อะไรๆ ดูแย่ลงไป อย่างน้องก็มีคุณเป็นส่วนประกอบ สงบสติ แล้วลองลืมเรื่องต่างๆ ให้เวลาผ่านไปเล็กน้อย แล้วโทรไปขอโทษ หรือหาเวลาพูดคุยกันในเรื่องอื่นๆ แล้วค่อยๆ กลับมาแก้ปัญหาเก่าๆ โดยยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง แล้วคนอื่นก็จะมาช่วยคุณแก้ปัญหาเช่นกัน

ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้มาจาก concept เดียวกันคือพยายามปรับสภาพในหัวคุณให้พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพลังงานที่คุณรับมาเป็นพลังงานแห่งความรักและส่งออกไป
ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม น่าจะมีคนอยากให้อะไรๆ ดีขึ้นรอบๆ ตัวคุณมากมาย

ศาสตราจารย์อาจารย์ผมบอกว่า "Higher Expectation" มีผลมากกว่า 50% นั่นคือคุณอยากให้คนอื่นเป็นอย่างไร คุณแค่คาดหวังให้เขาเป็นแบบนั้น มีโอกาสเปลี่ยนเขาได้เยอะทีเดียว แต่คุณควรเข้าใจสภาพแวดล้อมในหัวคุณตลอดเวลานะ

Sunday, February 04, 2007

กุญแจแห่งจินตนาการ (key of creativity)

เป็นสองคืนเกือบติดกันที่กำลังจะตื่นแล้วมี innovation คืนก่อนคิดเรื่อง Slogan ที่จะเอามาใช้กับ Product เมื่อกี้คิดเรื่อง MacBook แบบเท่ห์ มันแยกเอา touch pad ออกมาได้ มีสายเล็กๆ น่ารักออกมาด้วย ใช้เป็น mouse ได้ หน้าตาน่ารักดี ตื่นขึ้นมาก็งงงง เอ มันเป็นจินตนาการแบบไหน มันดีรึเปล่าถ้าจะเอา touchpad ออกมาจาก notebook ได้ touchpad มันควรอยู่ตรงกลางรึเปล่า mouse แบบมี touchpad มันเจ๋งไหม

นึกย้อนไปว่าทำไม idea กระฉูดถึงเกิดขึ้นตอนใกล้ตื่น หรือกลางดึกก็มีเหมือนกัน หลายคนบอกว่าสมาธิช่วยทำให้เกิดปัญญา ผมว่าการพักผ่อนที่เพียงพอ ความสุขในการนอน ความกระตือรือร้นที่จะได้มาซึ่งปัญญาเป็นตัวผลักดันให้เกิดความคิดใหม่ๆ อย่างควบคุมไม่ได้

เมื่อคืนฝันถึงโรงพยาบาล(ชอบโรงพยาบาล) เข้าไปช่วยใครบางคน(เพราะอยากเป็นหมอ) หิ้วเตียงออกมากับพยาบาลสาวคนนึง อืม มันมีฉากที่ censor หน่อย ตอนนั้นรู้สึกว่าเล่นบทเป็นนักเรียนแพทย์ เพราะกำลังอ่านป้ายว่านักเรียนแพทย์ควรปฏิบัติตัวแบบไหน และบทลงโทษ ฉากตัดกลับมาถึงตอนอ่าน e-mail เพื่อนบอกว่ามี e-mail สั่งของเข้ามา เรากำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนึงซึ่งว่า notebook ได้ไม่ค่อยสะดวก และหนังสือเต็มไปหมดบนโต๊ะแบบนักเรียนมหาลัย มันยุ่งยากมาก เราก็หยิบโน่น นี่ กด notebook ไปพร้อมๆ กัน พอจะเก็บของออกจากห้องมันเห็นสายออกมาจาก notebook ตรง touchpad... เอ ใครดึงมันออกมา ย้อนกลับไปก่อนที่จะเห็นว่ามันเป็นอย่างไรเรากำลังใช้ notebook แบบที่มันมีปัญหาเรื่องความคล่องตัว สภาพ notebook เปลี่ยนไปเป็นแบบที่เป็นอิสระ ต่อยอดจาก MacBook เดิมที่ใช้งานประจำ รูปแบบมันพัฒนาขึ้นจากชิ้นเดียว เป็นแกะโน่นนี่ได้เต็มไปหมด จน creativity เรื่อง touchpad โผล่ออกมาตอนจบ ตรงนี้มี gap อยู่!!!

บางคนอาจคิดว่าพอเรามีปัญหากับ notebook, notebook มันเริ่มมีโครงสร้างแบบแยกส่วนได้ แล้วก็มาถึงเรื่องแยก touchpad เลยผมว่ามันข้ามขั้นตอน คนปกติคงไม่สามารถแยก touchpad ออกมาได้เลย เพราะไม่เคยคิดว่าจะแยกไปทำไม ถ้าไม่เป็นความบังเอิญแบบพิลึก ก็คงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่นำไปสู่การได้มาของ idea ที่มีประโยชน์ ผมวางตรงนี้ไว้ก่อน เพราะมันละเอียดอ่อน เดี๋ยวจะนั่งนึกว่ามันบังเอิญหรือมีกุญแจนำไปสู่ความคิดอิสระที่คนปกติอาจคิดเป็นพันๆ ครั้งกว่าจะได้มา แต่นี่ต่อเนื่องกันไปเลย ผมเลยคิดว่า Gap ตรงนี้ ต้องมีกุญแจ warp ไปสู่ idea ตรงนั้น