Mechanism to change love to hate
คน อากาศ ต้นไม้ สัตว์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ อาหาร และสิ่งต่างๆ ในสังคม เป็นตัวกลางในการรับและส่งผ่านพลังงานตาม "Flow of Energy" หัวข้อก่อนหน้านี้ที่อธิบายภาพรวม วันนี้เราจะมาเจาะลึกกระบวนการว่าหลังจากคนรับพลังงานทั้งรักและเกลียดแล้วเป็นอย่างไรต่อไป
สมมติคุณเดินผ่านทะเลสาปสวยงาม กระบวนการทางเคมีในสมองเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกเปลี่ยนแปลง ความเครียดลดลง พลังงานความรักได้ถูกกระตุ้นขึ้นมา คนพร้อมที่จะส่งต่อให้คนอื่น ในทางกลับกัน หากมีคนมาว่าคุณในสิ่งที่คุณไม่ได้ทำ พลังงานความเกลียดชังได้ถูกสร้างขึ้นมา
ล่าสุดก็โดนว่ามาเหมือนกัน พลังงานเกลียดสะสมมากมาย เมื่อไม่ได้ฝึกมาให้สลายพลังงานเหล่านี้ เราจะหาทางระบายออกแน่นอน โดยภาพรวมแล้วจะเกิดสิ่งไม่ดีต่างๆ ตามมามากมาย
หลายคนบอกให้คุณมองโลกในแง่ดี แปลว่าให้คุณปรับ sensor ใหม่ ให้พลังงานเกลียดชังที่ไม่รุนแรงนักเป็นพลังแห่งความรัก คุณก็จะไม่ค่อยได้สะสมพลังงานลักษณะนี้
วันนี้คิดไม่ออกแฮะ วิเคราะห์ไม่ค่อยได้เลย ไว้ค่อยมาเขียนใหม่นะครับ
สืบเนื่องจากเมื่อวานซืน มีพลังงานความเกลียดถูกสร้างขึ้นมาในสมองมากมาย Block ความคิดอิสระ
ดีเลย ผมจะเอามันมาเล่าให้ฟัง
เวลาที่คุณคิดไม่ออก หรือแก้ปัญหาไม่ได้ดั่งใจ เหมือน Marat Safin เวลาตีไม่ได้ จากที่เคยทำได้
ผมพอเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ แต่ถ้าคุณเข้าใจเรื่องนี้ล่ะก็ อาจจะไม่ต้องอารมณ์เสียขนาดนั้น
1. เมื่อคุณรับพลังงานกระตุ้น ไมว่าจะเป็นเกลียดหรือรัก ส่วนใหญ่จะเป็นเกลียด คุณจะตีความมันด้วยสมองและสิ่งแวดล้อมของสมอง การตีความนี้เป็นที่แรกที่ผมแนะนำให้คุณเข้ามาปรับเปลี่ยนมันให้เหมาะสมกับสิ่งที่คุณจะคิด
* เวลาสามีเครียดกลับบ้าน ถึงภรรยาจะให้ความรัก อาจจะถูกเปลี่ยนให้เป็นความเกลียด การดูถูก และอื่นๆ โดย มีวิธีการปรับเล็กน้อย ก่อนเข้าบ้าน ลอง reset ดู มันไม่หายหมดหรอก แต่คุณไม่มีทางลืมอยู่แล้ว ลองแกล้งหัดลืมบ้าง ปกติเราจะหัดแต่จำ ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานมองโลกในแง่ดีก่อน ในสมัยก่อนเราคงมีประสบการณ์ที่ดีบนโลกนี้ฝังพฤติกรรมนี้ลง Gene
2. คุณปรับไม่สำเร็จ คุณได้สื่อพลังเกลียดออกไปแล้ว ทำให้สิ่งแวดล้อมที่ดูแย่ แย่ขึ้นไปอีก แต่คุณประเมินได้ว่ามันแย่ลง ที่ผมอยากจะแนะนำต่อไปคือลองลด Ego ตัวเอง ลดคุณค่าตัวเองลงไปมากๆ เฉพาะเวลานั้น อย่าไปยึดติดว่าคือคุณ หรือใคร คุณมีหน้าที่เพียงทำให้อะไรๆ มันดีขึ้นเท่านั้น ก่อนมันจะแก้ไขไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องมองในแง่ดีว่าคนรอบข้างที่คุณเลือกคบด้วย หรือไปอยู่ด้วย น่าจะมีอะไรดีๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหาก่อน อย่าคิดว่าเขาจะมาสร้างปัญหาก่อน การสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการอยู่แล้ว
3. หากทุกอย่างดูเลวร้ายมาก และมันสายเกินไปแล้วในการที่คุณจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้น ขอให้คุณหยุด และออกไปจากสิ่งแวดล้อมนั้นซะ แล้วอย่าคิดว่าตัวเองถูก เพราะคุณเพิ่งจะไปทำให้อะไรๆ ดูแย่ลงไป อย่างน้องก็มีคุณเป็นส่วนประกอบ สงบสติ แล้วลองลืมเรื่องต่างๆ ให้เวลาผ่านไปเล็กน้อย แล้วโทรไปขอโทษ หรือหาเวลาพูดคุยกันในเรื่องอื่นๆ แล้วค่อยๆ กลับมาแก้ปัญหาเก่าๆ โดยยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง แล้วคนอื่นก็จะมาช่วยคุณแก้ปัญหาเช่นกัน
ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้มาจาก concept เดียวกันคือพยายามปรับสภาพในหัวคุณให้พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพลังงานที่คุณรับมาเป็นพลังงานแห่งความรักและส่งออกไป
ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม น่าจะมีคนอยากให้อะไรๆ ดีขึ้นรอบๆ ตัวคุณมากมาย
ศาสตราจารย์อาจารย์ผมบอกว่า "Higher Expectation" มีผลมากกว่า 50% นั่นคือคุณอยากให้คนอื่นเป็นอย่างไร คุณแค่คาดหวังให้เขาเป็นแบบนั้น มีโอกาสเปลี่ยนเขาได้เยอะทีเดียว แต่คุณควรเข้าใจสภาพแวดล้อมในหัวคุณตลอดเวลานะ


0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home